นางสาวอาภัสรา เทพา

รูปภาพของฉัน
ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน อ่อนน้อม ถ่อมตน สามัคคี มีวินัย ใจสาธารณะ

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คำศัพท์ 5


คำศัพท์
41. Malicious Code Hardware, software หรือ firmware ที่มีการตั้งใจใส่เข้าไปในระบบเพื่อจุดประสงค์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ตัวอย่างเช่นTrojan Horse
42. Reference Monitor แนวคิดในการควบคุมการรักษาความปลอดภัยซึ่งเครื่องเชิงนามธรรม(abstract machine) เครื่องหนึ่งควบคุมการเข้าถึงสิ่งต่างๆโดยแยกเป็นกรณีๆ โดยหลักการแล้วreference monitor
ควรมีความสมบูรณ์ (ควบคุมการเข้าถึงทุกประเภทไม่ถูกเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบและตรวจสอบได้ตัวอย่างของการนำเอา reference monitor มาใช้ใน hardwareหนึ่งคือ security kernel
43. Retro-Virus เป็น virus ที่รออยู่จนกระทั่ง backup media ที่มีอยู่ทั้งหมดติดเชื้อก่อน ดังนั้นจึงทำให้ไม่สามารถฟื้นฟูระบบให้กลับสู่สภาพเดิม
44. Rules Based Detection ระบบตรวจจับการบุกรุกที่ใช้การมองหากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการบุกรุกที่ทราบ (signature) หรือที่เกี่ยวข้องกับความล่อแหลมที่ทราบกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Misuse Detectionได้
45. Subversion เกิดขึ้นเมื่อผู้บุกรุกเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานของตัวตรวจจับการบุกรุกให้เกิดมีการfalse negative ขึ้น
46. Penetration Signature คำอธิบายของสถานการณ์หรือสถานภาพต่างๆ ซึ่งอาจบอกได้ว่ามีการเจาะเกิดขึ้น หรือของเหตุการณ์ต่างๆ ในระบบซึ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันแล้วสามารถบอกได้ถึงว่ากำลังมีการเจาะเกิดขึ้นอยู่
47. Penetration Testing ส่วนหนึ่งของการทดสอบความปลอดภัย โดยที่ผู้ประเมินพยายามที่จะข้ามผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของระบบผู้ประเมินอาจจะใช้เอกสารเกี่ยวกับการใช้และการออกแบบระบบทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งอาจรวมถึง source code คู่มือ และผังวงจร ผู้ประเมินจะทำงานภายใต้ข้อจำกัดเดียวกับผู้ใช้ธรรมดาทั่ว ๆ ไป
48. Keystroke Monitoring Software ชนิดพิเศษที่ใช้ในการ audit trail หรือเครื่องมือที่ได้รับ
การออกแบบพิเศษที่บันทึกการกดปุ่มทุกปุ่มของผู้ใช้และการตอบสนองทุกอย่างที่ระบบข้อมูลอัตโนมัติตอบกลับมายังผู้ใช้นั้น
49. Information Warfare การสงครามข้อมูล:การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความเหนือกว่าทางข้อมูลโดยการมีผลกระทบต่อข้อมูล กระบวนการที่เกี่ยวกับข้อมูล และระบบข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม และในขณะเดียวกันก็ปกป้องข้อมูลกระบวนการที่เกี่ยวกับข้อมูล และระบบข้อมูลของฝ่ายตน
50. IP Splicing/Hijacking การกระทำซึ่งมีการดักจับและใช้ร่วมกันของ session ที่ถูกจัดตั้งแล้วและกำลังดำเนินอยู่ โดยผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นผู้กระทำการโจมตีแบบนี้อาจเกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการ authenticateแล้ว ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีสามารถถือบทบาทเป็นผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตแล้วการป้องกันหลักๆ จากการโจมตีแบบนี้คือการเข้ารหัสลับในsession หรือ network layer

คำศัพท์ 4


คำศัพท์
31. ImplementationVulnerability  ความล่อแหลมจากการใช้งาน:ความล่อแหลมที่เกิดจากการใช้งาน hardware หรือ software ที่ออกแบบมาดีแล้วอย่างผิดพลาด
32. Incident  เหตุการณ์ละเมิดความปลอดภัยคอมพิวเตอร์และเครือข่าย:กลุ่มของการโจมตีที่สามารถถูกแยกแยะออกมาจากการโจมตีอื่นๆ เพราะการที่สามารถเห็นได้ชัดเจนถึงผู้โจมตี วิธีการโจมตีจุดมุ่งหมาย site ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเวลา
33. Incident Number หมายเลขเหตุการณ์:หมายเลขอ้างอิงใช้ในการติดตามเหตุการณ์ฯ หรือใช้ในการพิสูจน์ทราบถึงข้อมูลของเหตุการณ์ฯ นั้น
34. Misuse Detection Model การตรวจจับการบุกรุกโดยการมองหากิจกรรมเกี่ยวกับเทคนิคการบุกรุกที่ทราบหรือกิจกรรมเกี่ยวกับความล่อแหลมของระบบเป็นที่ทราบในอีกชื่อหนึ่งว่า Rules Based Detection
35. Open Security สิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้มีการรับรองที่เพียงพอว่าอุปกรณ์และapplication ต่างๆ ได้รับการปกป้องจากความเจตนาร้าย ทั้งก่อนและระหว่างการปฏิบัติงานของระบบ
36. Packet Filter เป็นตัวตรวจสอบแต่ละ packet เพื่อมองหาสิ่งที่ผู้ใช้กำหนดให้หา แต่จะไม่ trackสถานะของ sessionเป็น firewall ที่มีความปลอดภัยน้อยที่สุดชนิดหนึ่ง
37. Passive Attack การโจมตีแบบ Passive:การโจมตีที่ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสถานะโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น การโจมตีที่เพียงแต่การเฝ้าดูและ/หรือบันทึกข้อมูล
38. Spam mail หมาย ถึง อีเมลที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโฆษณา การให้บริการหรือขายสินค้า บางประเภท การได้รับอีเมลจากผู้ที่เราไมเคยรูจักมาก่อน สามารถทำได้ด้วยใช้การดักจับที่อยู่ของอีเมลจากนั้นจะส่งข้อความไปตามที่ อยู่เหล่านั้น การกระทำนี้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้ที่ต้องลบทิ้งทุกวัน
39. Assessment การประเมิน: การสำรวจและตรวจสอบ การวิเคราะห์ถึงความล่อแหลม (vulnerability) ของระบบข้อมูลอัตโนมัติ กระบวนการนำมาและตรวจดูซึ่งข้อมูล ที่จะช่วยผู้ใช้ให้สามารถตัดสินใจถึงการใช้ทรัพยากรในการปกป้องข้อมูลในระบบ
40. Assurance การรับรอง: สิ่งบ่งบอกถึงความมั่นใจว่าระบบความปลอดภัยและสถาปัตยกรรมของระบบข้อมูลอัตโนมัตินั้นนำมาซึ่งการใช้บังคับนโยบายรักษาความปลอดภัยได้อย่างถูกต้อ

VDO การติดตั้งโปรแกรม kaspersky 2011


VDO การติดตั้งโปรแกรม kaspersky 2011




วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Kaspersky Anti-Virus


Kaspersky Anti-Virus
จากไวรัสสู่อาชญากรรมไซเบอร์
ในอดีตส่วนใหญ่แล้วคอมพิวเตอร์จะถูกคุกตามจากไวรัสและเวิร์ม ซึ่งจุดประสงค์ หลักของโปรแกรมเหล่านี้คือแพร่ระบาดอย่างไรก็ตามก็ยังมีบางโปรแกรมถูกออกแบบมาเพื่อก่อความเสียหายให้แก่ไฟล์และตัวคอมพิวเตอร์เองซอฟต์แวร์มุ่งร้ายดังกล่าว หรือ "มัลแวร์" สามารถถูกเรียกได้ว่าเป็น "การทำลายทางไซเบอร์" ในกรณีส่วนใหญ่แล้วเป้าหมายของไวรัสและเวิร์มคือการแพร่กระจายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยอัตราการติดเชื้อที่สูงจะทำให้โปรแกรมนั้นมีชื่อเสียง
แต่ในระยะปีหลังๆที่ผ่านมาสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทุกวันนี้ ภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ crimeware ซึ่งโปรแกรมมุ่งร้าย ตัวนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอาชญากรไซเบอร์โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างรายได้อย่างผิดกฎหมาย ซึ่ง Crimeware นี้อาจเป็นไวรัส เวิร์มหรือโปรแกรมมุ่งร้ายอื่น ๆ ก็เป็นได้ 
Kaspersky Anti-Virus
              Kaspersky Lab เป็นบริษัทที่ถือกำเนิดที่เมือง Moscow ประเทศ Russia เมื่อปี 1997 โดยการร่วมมือกันระหว่าง2สามีภรรยา Natalia และ Eugune  Kaspersky ซึ่งพวกเขาได้ตั้งออฟฟิศขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งวิจัยและคิดค้นผลิตภัณฑ์ Scan Virus โดยมีคุณสมบัติป้องกันได้ทั้ง Virus , Spyware , Spam ซึ่งมีสาขาไปทั่วโลกทั้งในประเทศ อินเดีย อเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ 
               ในปี 2008 IDC ได้จัดอันดับให้ Kaspersky เป็นบริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในกลุ่มบริษัทScan Virus ของโลกซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่รวดเร็วและการเติบโตทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยม และ ในปีต่อมา Kaspersky ก็เข้าไปติดอันดับเป็น Software top 100 ซึ่งเป็นบริษัทด้าน Software เจ้าแรกของ Russiaที่สามารถเข้าติดโผได้
ตัวอย่าง
คุณสมบัติ Kaspersky Anti-Virus 2012




Kaspersky®
Anti-Virus 2012
การปกป้องที่จำเป็นสำหรับทุกเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งสำหรับการทำงาน เล่นเกม หรือออนไลน์Kaspersky Anti-Virus 2012 สิ่งสำคัญสำหรับระบบความปลอดภัยในคอมพิวเตอร์ รวมไปถึง External Hard Disk และ Thump Drive ด้วยการสแกนแบบเรียลไทม์ สามารถกำจัดไวรัสได้ทุกชนิดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ลบไฟล์สำคัญของคุณ ให้การปกป้องแบบเชิงรุกขณะท่องอินเทอร์เน็ต พร้อมการอัพเดตฐานข้อมูลแบบอัตโนมัติ ง่ายต่อการใช้งานและไม่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง

Benefits

เทคโนโลยีการป้องกันใหม่ล่าสุดและพัฒนาอยู่เสมอจากแลปตลอด 24 ชม.

ให้คุณนำหน้าอาชญากรไซเบอร์อยู่เสมอ จึงสามารถป้องกันคอมพิวเตอร์คุณจากไวรัสและภัยคุกคามทุกประเภท

รู้ถึงไฟล์และเว็บไซต์อันตรายอย่างรวดเร็วและง่ายดาย

ลิงก์เว็บไซต์ต่างๆจะมีสัญลักษณ์สีที่แสดงให้เห็นถึงระดับความอันตราย โดยคุณสามารถตัดสินใจได้ว่าคุณต้องการจะเปิดหรือบล็อคทรัพยากรออนไลน์เหล่านั้น และเพียงคลิกแค่เดียว คุณจะสามารถตรวจสอบระดับความปลอดภัยของไฟล์ต่างๆ ด้วยข้อมูลจากระบบคลาวด์ที่น่าเชื่อถือ

เพลิดเพลินกับสมรรถนะของคอมพิวเตอร์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

รวดเร็วทันใจกับการเล่นอินเทอร์เน็ต ดูคลิปวิดีโอ และติดต่อสื่อสารออนไลน์ ด้วยเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรคอมพิวเตอร์อันชาญฉลาดภายใน Kaspersky Anti-Virus 2012

อัพเดตฐานข้อมูลรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการอัพเดต เพราะ Kaspersky อัพเดตอย่างอัตโนมัติ ลดจำนวนข้อมูลบนเครือข่าย ลดเวลาของการดาวน์โหลดให้น้อยที่สุด และใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์คุณน้อยที่สุด

อินเตอร์เฟสรูปแบบใหม่ ใช้ง่ายและรวดเร็ว

ศาสตร์แห่งศิลป์ของอินเตอร์เฟสใหม่ที่จะแสดงถึงสถานะความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ของคุณได้อย่างรวดเร็วและทำให้การจัดการความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นง่ายดาย

Key Features

  • System Watcher
    ปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณจากภัยคุกคามที่ยังไม่ทราบชื่อและให้คุณย้อนคืนการเปลี่ยนแปลงต่างๆของระบบที่เกิดจากฝีมือของมัลแวร์
  • Kaspersky File Advisor
    ตรวจสอบระดับความปลอดภัยของไฟล์ด้วยคลิกเดียว 
  • Kaspersky URL Advisor
    ทำเครื่องหมายลิงค์ต่างๆด้วยสัญลักษณ์สีที่แสดงให้เห็นถึงระดับความอันตราย
  • Anti-Phishing module
    จำกัดโปรแกรมที่น่าสงสัยหรืออันตรายในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและไฟล์ระบบ
  • Safe Run Mode
    เตือนเกี่ยวกับเว็บไซต์ลวงหรือเว็บไซต์ปลอมที่ต้องการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว
  • Task Manager
    ให้คุณสามารถเฝ้าดูการสแกนมัลแวร์ที่เกิดขึ้นได้
  • Completely redesign interface
    ทำให้ไปยังการตั้งค่าความปลอดภัยภายในโปรแกรมได้รวดเร็วและง่าย
  • Desktop gadget
    ทำให้คุณเห็นสถานะความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ของคุณได้อย่างทันทีและทำให้เข้าถึงการตั้งค่าความปลอดภัยหลักภายใน Kaspersky Anti-Virus 2012 ได้อย่างรวดเร็ว
แหล่งข้อมูล

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คำศัพท์ 3


คำศัพท์

21. Denial of Service หมายถึงการถูกโจมตีหรือถูกส่งคาร้องขอต่าง ๆ จากเครื่องปลายทางจานวนมากในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งทาให้เครื่องแม่ข่าย(Server)ที่เปิดให้บริการต่าง ๆ ไม่สามารถให้บริการได้
22. Private key คือ กุญแจส่วนตัว ซึ่งใช้ถอดรหัสข้อมูล ( Decryption เนื่องจากความต้องการที่จะรักษาข้อมูลให้เป็นความลับ จึงต้องมีการแปลงข้อมูลโดยการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption ) เพื่อไม่ให้บุคคลอื่นสามารถอ่านข้อมูลนั้นได้ โดยให้เฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาต สามารถอ่านเข้าใจได้เท่านั้น 
23. Public key คือ การเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้กุญแจรหัสคนละตัวกัน การส่งจะมีกุญแจรหัสตัวหนึ่งในการเข้ารหัส และผู้รับก็จะมีกุญแจรหัสอีกตัวหนึ่งเพื่อใช้ในการถอดรหัส ผู้ใช้รายหนึ่งๆจึงมีกุญแจรหัส 2 ค่าเสมอคือ กุญแจสาธารณะ (public key) และ กุญแจส่วนตัว (private key) ผู้ใช้จะประกาศให้ผู้อื่นทราบถึงกุญแจสาธารณะของตนเองเพื่อให้นำไปใช้ในการเข้ารหัสและส่งข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วมาให้ ข้อมูลที่เข้ารหัสดังกล่าวจะถูกถอดออกได้โดยกุญแจส่วนตัวเท่านั้น
24. Encryption คือ  การเข้ารหัส หรือการแปลงข้อมูลให้เป็นรหัสลับ ไม่ให้ข้อมูลความลับนี้ถูกอ่านได้ โดยบุคคลอื่น แต่ให้ถูกอ่านได้โดยบุคคลที่เราต้องการให้อ่านได้เท่านั้น โดยการนำเอาข้อความเดิมที่สามารถอ่านได้ (Plain text,Clear Text) มาทำการเข้ารหัสก่อน เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความเดิมให้ไปเป็นข้อความที่เราเข้ารหัส (Ciphertext) ก่อนที่จะส่งต่อไปให้บุคคลที่เราต้องการที่จะติดต่อด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นสามารถที่จะแอบอ่านข้อความที่ส่งมาโดยที่ข้อ ความที่เราเข้ารหัสแล้วซึ่งทำได้โดยใช้โปรแกรม
25. Decryption คือ การถอดรหัสข้อมูล อย่างข้อมูลที่ถูกใส่รหัสไว้ ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถอ่านได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาถอดรหัส เพื่อให้สามารถอ่านได้
26. PKI คือ ระบบป้องกันข้อมูลวนการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนท PKI จะใช้กุญแจคู่ (Key pairs) ในการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลโดย กุญแจนี้ประกอบด้วย กุญแจส่วนตัว (Private Key) และกุญแจสาธารณะ (Public Key)
27. Non-Repudiation คือ วิธีการสื่อสารซึ่งผู้ส่งข้อมูลได้รับหลักฐานว่าได้มีการส่งข้อมูลแล้วและผู้รับก็ได้รับการยืนยันว่าผู้ส่งเป็นใคร ดังนั้นในภายหน้าทั้งผู้ส่งและผู้รับจะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว
28. Cryptography หรือ ระบบการรหัส หมายถึง ระบบที่ผู้ส่งข้อความเข้ารหัส (Encrypt) เปลี่ยนแปลงข้อมูล จากข้อความปกติ (Plain Text) ไปเป็นข้อความที่เข้ารหัส (Cipher text) หลังจากนั้นจึงส่งข้อความไปให้ผู้รับ ทางผู้รับจะถอดรหัสข้อมูล (Decrypt) เพื่อให้ได้ข้อความปกติเหมือนดังที่ส่งมา วัตถุประสงค์ของ Cryptography ก็เพื่อที่จะปกปิดข้อมูลให้เป็นความลับในระหว่างที่ส่งข้อมูล โดยแม้จะมีผู้แอบลักลอบดูข้อมูลก็ไม่สามารถอ่านข้อความนั้นๆ ได้ เนื่องจากได้เป็นข้อมูลที่อ่านไม่ออกเพราะไม่สามารถถอดรหัสให้อ่านออกได้
29. Digital Signatures หรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง กลุ่มของตัวเลขกลุ่มหนึ่งซึ่งแสดงความมีตัวตนของบุคคลคนหนึ่ง (กลุ่มตัวเลขนี้จะมีเลขที่ไม่ซ้ำกับใครเลย) ซึ่งจะใช้ในการแนบติดไปกับเอกสารใดๆ ก็ตามในรูปแบบของไฟล์ เจตนาก็เพื่อเป็นการยืนยันหรือรับรองข้อความที่ปรากฎอยู่ในไฟล์นั้นๆ ทำนองเดียวกับการลงลายมือชื่อด้วยหมึกลงบนกระดาษ เพื่อเป็นการยืนยันหรือรับรองข้อความที่ปรากฎอยู่บนกระดาษนั่นเอง
30. Key pair หรือคู่กุญแจ หมายถึง ระบบการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล โดยผู้ส่งและผู้รับจะมีกุญแจคนละดอกที่ไม่เหมือนกัน ผู้ส่งใช้กุญแจดอกหนึ่งในการเข้ารหัสข้อมูลที่เรียกว่า กุญแจสาธารณะ (Public key) ส่วนผู้รับใช้กุญแจอีกดอกหนึ่งในการถอดรหัสข้อมูลที่เรียกว่า กุญแจส่วนตัว (Private Key) ซึ่งระบบกุญแจคู่นี้เองเป็นระบบกุญแจพื้นฐานที่นำมาประยุกต์ใช้กับระบบ PKI

คำศัพท์ 2


คำศัพท์

11. Malware : Malicious Software หมายถึง ชุดคาสั่งทางคอมพิวเตอร์,โปรแกรมหรือซอฟแวร์ใด ๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความเสียหายให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอาจมีความสามารถในการแพร่กระจายจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งหรือจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์เครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งได้ด้วยตัวเอง
12. Viruses คือ โปรแกรมที่สร้างปัญหาและก่อให้เกิดความเสียหาย ต่าง ๆ กับเครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถแพร่กระจายตัวเองจากไฟล์หนึ่งไปยัง ไฟล์อื่น ๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ไม่สามารถแพร่กระจายข้ามเครื่อง คอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการที่ไวรัสคอมพิวเตอร์สามารถแพร่กระจายได้
นั้นเนื่องจากผู้ใช้มีการเรียกใช้งานไฟล์ที่ไวรัสคอมพิวเตอร์ติดอย
13. Worms หรือ หนอนอินเตอร์เน็ต หมายถึงโปรแกรมที่ออกแบบมา ให้สามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อีเมล์ หรือการแชร์ไฟล์ ทำให้การแพร่กระจายเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง 
14. Trojans หมายถึง โปรแกรมที่ออกแบบมาให้แฝงเข้าไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้อื่นในหลากหลายรูปแบบ เช่น โปรแกรม หรือการ์ด อวยพร เพื่อเป็นกับดัก และคอยติดตาม หรือควบคุมการทางานของ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเป้าหมาย
15. Exploit Code หมายถึงโปรแกรมที่ออกแบบมาให้สามารถเจาะระบบโดยอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการหรือแอพพลิเคชั่นที่ทางานอยู่บนระบบเพื่อให้ไวรัสหรือผู้บุกรุกสามารถครอบครอง ควบคุม หรือกระทาการอย่างหนึ่งอย่างใดบนระบบได้
16. Botnet หมายถึงโปรแกรมที่ออกแบบมาให้สามารถเจาะ ระบบหรือเข้าไปฝังตัวในเครื่องเป้าหมายโดยอาศัยช่องโหว่ของ ระบบปฏิบัติการหรือแอพพลิเคชั่นที่ทางานอยู่เพื่อเปิดทางให้ผู้บุกรุก สามารถที่จะครอบครอง ควบคุมหรือใช้ทรัพยากรเพื่อกระทาการอย่างหนึ่ง อย่างใดบนระบบได้
17. Key logger หมายถึงโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เข้ามาฝังไว้ยังเครื่องเป้าหมายเพื่อมุ่งหวังในการมาสืบความลับข้อมูลต่าง ๆ ส่วนมากจะมุ่งหวังข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ เช่น ชื่อผู้ใช้ระบบและรหัสผ่าน เพื่อนาเข้าไปใช้เข้าระบบต่าง ๆ และกระทำการใด ๆ ต่อไป
18. Dialers หมายถึง โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ถูกส่งมาฝังไว้ยังเครื่องเป้าหมายเพื่อมุ่งหวังให้เครื่องที่เป็นเครื่องเป้าหมายทาการหมุนโมเด็มหรือทาการเชื่อมต่อโทรศัพท์ข้ามประเทศไปยังบริษัทต่างประเทศ ส่วนมากจะมีผลกับเครื่องที่มีการเชื่อมต่อ Internet ด้วยการ dial up ผ่านโมเด็ม
19. Spam mail หมายถึง อีเมลที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโฆษณา การให้บริการหรือขายสินค้า บางประเภท การได้รับอีเมลจากผู้ที่เราไมเคยรูจักมาก่อน สามารถทำได้ด้วยใช้การดักจับที่อยู่ของอีเมลจากนั้นจะส่งข้อความไปตามที่อยู่เหล่านั้น การกระทำนี้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้ที่ต้องลบทิ้งทุกวัน
20. Phishing คือ การปลอมแปลงอีเมล์และ ทำการสร้างเว็บไซต์ปลอมเนื้อหาเหมือนกับเว็บไซต์จริง เพื่อทำการหลอกลวงให้เหยื่อหรือผู้รับอีเมล์เปิดเผยความลับต่าง ๆ อาจเป็นข้อมูลทางการเงินข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิต บัญชีผู้ใช้  (Username) และรหัสผ่าน(Password) หมายเลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Key Logger


Key Logger

Key Logger ภัยร้ายบนแป้นพิมพ์
          
         Key Logger คืออาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์ที่รุนแรงมากอย่างหนึ่ง เพราะผู้ไม่หวังดีจะบันทึกการกดแป้นพิมพ์บนคอมพิวเตอร์ของคุณ ขโมยข้อมูลทุกอย่างที่อยู่บนเครื่อง ตั้งแต่รหัสผ่านอีเมล รหัสถอนเงินผ่าน e-banking รหัสซื้อขายหุ้น และความลับทุกอย่างที่คุณพิมพ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งแฮกเกอร์พวกนี้จะนำข้อมูลของคุณไปเพื่อข่มขู่ แบล็กเมล นำรหัสบัตรเครดิตไปซื้อสินค้า รวมทั้งนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบอื่นๆ
          ไม่เพียงแต่องค์กรใหญ่เท่านั้นที่จะเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วย Key Logger แม้แต่ตัวคุณเองก็มีสิทธิ์ถูกล้วงข้อมูลได้จากคนใกล้ตัว เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย เจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณยืมมา หรือเจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตที่คุณไปใช้บริการ เนื่องจาก Key Logger เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ติดตั้งได้ทั้งด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ ฝังไว้ในแป้นพิมพ์ หรืออาจเป็นซอฟต์แวร์ที่ฝังอยู่ในวินโดวส์ และแพร่กระจายได้พร้อมกับไวรัส ผ่านทางธัมป์ไดรฟ์ ผ่านทางการแชท หรือผ่านทางอีเมลก็ได้
การป้องกัน Key Logger
Ø ทุกองค์กรควรป้องกัน Key Logger โดยการให้ความรู้และการอบรมพนักงานผู้ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดความระแวดระวังและหมั่นตรวจสอบเครื่องของตน คอยเฝ้าดูด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ คอยเฝ้าดูความผิดปกติหรือสิ่งแปลกปลอมบนแป้นพิมพ์
Ø เปลี่ยนมาใช้ Notebook PC แทน Desktop PC เพราะแป้นพิมพ์ของโน้ตบุ๊กติดตั้งอุปกรณ์ Key Logger ได้ยากกว่า อีกทั้งยังสามารถพกพาติดตัวไปได้ตลอดเวลา จึงลดโอกาสที่ผู้ไม่หวังดีจะแอบมาติดตั้ง Key Logger บนเครื่องของคุณได้
Ø ควรเพิ่มมาตรการตรวจสอบรหัสผ่านเพิ่มขึ้นชั้นหนึ่ง แม้โดยปกติเรามีการตรวจสอบด้วย Username และ Password อยู่แล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาทควรมีการตรวจสอบรหัสผ่านโดยใช้ Secure Token, Smart card หรืออุปกรณ์อื่นอีกชั้นหนึ่ง และความมีการเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ เพื่อป้องกันคนร้ายที่ได้รหัสก่อนหน้านี้กลับเข้ามาขโมยข้อมูลได้อีก
Ø ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส สำหรับ Key Logger แบบซอฟต์แวร์ และป้องกัน Key Logger แบบฮาร์ดแวร์ด้วยการควบคุมการเข้าออกของพนักงาน เพื่อไม่ให้สามารถลักลอบติดตั้งอุปกรณ์ที่ตัวเครื่องได้
Ø ควรเพิ่มเมนูแบบ Drop Down เพื่อทดแทนเมนูแบบที่ต้องพิมพ์ หรือใส่ข้อมูลด้วยการคลิกตัวอักษรบนหน้าจอแทนการพิมพ์ ซึ่ง Key Logger จะไม่สามารถดักจับข้อมูลได้
หรือหากจะป้องกันในระดับ advance ก็สามารถหาซอฟต์แวร์ที่ช่วยตรวจจับ Key Logger มาใช้ ซึ่งสามารถช่วยปิดการติดต่อระหว่าง Key Logger กับคอมพิวเตอร์ และยังช่วยแจ้งเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้โดยอันโนมัติด้วย
          แม้ฝ่ายไอทีขององค์กรจะมีหน้าที่คอยดูแลและแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ให้แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้ความรู้พนักงานได้เข้าใจถึงอันตรายและการป้องกันการโจมตีเหล่านี้ เพื่อให้พนักงานสามารถดูแลตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองได้ ผู้ไม่หวังดีก็จะเข้ามาขโมยข้อมูลได้ยากลำบากมากขึ้น
Keylogger มีทั้งแบบที่เป็นอุปกรณ์ Hardware หลายแบบหลายรุ่น และเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Software ซึ่งเราสามารถหาซื้อมาเป็นเจ้าของได้ง่ายแสนง่ายผ่านทางอินเตอร์เน็ตในราคาที่ไม่แพง แถมยังมีความสามารถที่น่าตกใจ ส่งข้อมูลผ่านการสื่อสารไร้สายได้ทันที

ตัวอย่าง Keylogger ทั้ง 2 ประเภท

1.            Keylogger Hardware


อุปกรณ์ Keylogger Hardware นั้นมีมากมายหลายแบบหลายรุ่น บางรุ่นมีหน่วยความจำในตัวเยอะสามารถบันทึกประวัติการป้อนข้อมูลผ่านคีย์บอร์ดได้มากถึง 2,000,000 คีย์สโตก (ครั้ง) หรือเทียบเท่าข้อมูลตัวอักษรบนเอกสาร 1,000 หน้า ในขณะที่บางรุ่นสามารถส่งข้อมูลผ่านทางสัญญาณสื่อสารไร้สายได้อีกต่างหาก
เจาะลึกอุปกรณ์ Keylogger Hardware หลายแบบหลายรุ่น  อุปกรณ์อันตราย Keylogger Hardware ดักข้อมูลคีย์บอร์ด ติดตั้งง่าย รวดเร็วทันใจ ซื้อได้ไม่แพง  

2.            โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Keylogger

 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Keylogger ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการสอดส่องดูแล การใช้งานคอมพิวเตอร์ของลูกหลานหรือลุกจ้างไม่ให้ใช้ไปในทางที่ผิดๆ มีอยู่มากมายหลายตัวในท้องตลาด แต่ส่วนใหญ่จะทำหน้าที่คล้ายๆ กัน คือดักจับและบันทึกข้อมูลการกดแป้นพิมพ์และปุ่มต่างๆ บนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ โดยทำงานอยู่เบื้องหลังของระบบ ผู้ใช้อาจไม่รู้ตัว แต่ละโปรแกรมจะต่างกันที่ลูกเล่นความสามารถในการเก็บและอ่านข้อมูลจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ลักษณะต่างๆ

โปรแกรมแอพพลิเคชั่นบางตัวอาจมีฟังก์ชั่น Keylogger แฝงอยู่ข้างในอีกทีด้วยเหตุผลทางเทคนิคในด้านการวิจัยและพัฒนา ทำให้โปรแกรม Anti Keylogger หลายตัวไม่สามารถตรวจจับได้ ผู้ใช้เองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังโดนเก็บข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์

โปรแกรม Keylogger อีกกลุ่มนึงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในทางร้ายโดยเฉพาะ ก็คือ ไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภท Spyware ที่คนร้ายปล่อยออกมาแพร่ระบาดในอินเตอร์เน็ต เพื่อฝังตัวลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราแล้วแอบส่งข้อมูลกลับไปให้คนร้ายใช้เจาะระบบสร้างความเสียหายกับตัวเราโดยไม่รู้ตัว


ผู้จัดทำ
http://hkunnaisaymay.blogspot.com/  อาภัสราเทพา
            http://bit2273saowapha.blogspot.com/เสาวภา  กายนิตย์
http://wanaleesodsee2.blogspot.com/ วนาลี สดสี



HIJACK DIALER 2


>>> Dialer <<<
Dialer คือ แอพพลิเคชั่นที่ทำงานโดยการสั่งให้โมเด็มคุณตัดการเชื่อมต่อจาก ISP ที่ใช้บริการ โดยหมุนหมายเลยไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ ทำให้มีค่าโทรศัพท์ที่สูงขึ้น แต่ในปัจจุบันปัญหา เกี่ยวกับ Dialer ได้ลดจำนวนจนแทบไม่พบแล้ว
Dialer 182  คือ
เป็นมัลแวร์ประเภทหนึ่งที่จัดอยู่ในประเภทสปายแวร์ (Spyware) ซึ่งเหมือนกับโปรแกรมไม่ประสงค์ดีทั่ว ๆไป มันสามารถฝังตัวในเครื่องคอมพิวเตอร์บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของเราได้ โดยผ่านทางการดาวน์โหลดมาตรง จากไฟล์แนบอีเมล หรือเป็นของแถมมากับโปรแกรมที่เราติดตั้ง
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การใช้โปรแกรม Windows Defenderจัดการกับมัน ซึ่งโปรแกรมตัวนี้มีอยู่แล้วบน OS Windows ตั้งแต่เวอร์ชั่น Vista เป็นต้นไป
ขั้นที่ 1
คลิก “Start” แล้วพิมพ์ “Windows Defender” บนช่อง text box (Search programs and files) แล้วกดปุ่ม “Enter” วินโดวส์ก็จะเปิดโปรแกรม Windows Defender ขึ้นมา


  
ขั้นที่ 2
คลิกปุ่ม Help Optionsที่ด้านบนของโปรแกรม แล้วเลือก Check for Updatesซึ่งนี่จะเป็นการอัพเดทฐานข้อมูลของตัวมัลแวร์ทั้งหลายให้กับ Windows Defender เอาไว้ต่อสู้กับ Dialer 182



ขั้นที่ 3
คลิกปุ่ม Scan Optionsตามภาพ จากนั้นเลือก Full Scanทีนี้ก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของ Windows Defender ที่จะตามหาสปายแวร์ Dialer 182 และโปรแกรมมัลแวร์อื่นๆบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา


ขั้นที่ 4
เมื่อแสกนเสร็จ โปรแกรมจะแสดงรายชื่อมัลแวร์ทั้งหมดออกมา  เราก็กดปุ่ม
Remove All” 



ผู้จัดทำ
http://hkunnaisaymay.blogspot.com/  อาภัสราเทพา
            http://bit2273saowapha.blogspot.com/เสาวภา  กายนิตย์
http://wanaleesodsee2.blogspot.com/ วนาลี สดสี

HIJACK DIALER 1


Hijack-Dialer

>>> Hijack <<<


Domain Name Hijacking คือการที่ผู้ใดก็ตามที่ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงของโดเมนเนมนั้นๆ ใช้วิธีการทางเทคนิคเพื่อให้ได้มาซึ่งโดเมนเนม ที่พบส่วนใหญ่คือ Hacker จะแฮกอีเมล์ที่เจ้าของโดเมนเดิมขอยื่นจดทะเบียนกับหน่วยงานที่รับจดทะเบียนชื่อโดเมน แล้วทำการปลอมเนื้อความในอีเมล์นั้นโดยแจ้งว่าตัวแฮกเกอร์เป็นนาย ก. หรือ นาย ข. ผู้ที่เคยแจ้งจดทะเบียน http://www.aaaaaaaa.com มีความประสงค์ที่จะขอย้ายผู้รับจดทะเบียน
เมื่อโดเมนเนมถูก Hijack แล้ว พวก Hacker ก็จะนำเอาไปประกาศขาย  Hacker พวกนี้ก็จะมีวิธีการที่แยบยลในการอำพรางตัวหลังจากได้ทำการ Hijack ไปแล้ว เป็นการปลอมอีเมล์ที่ใช้ติดต่อกับผู้รับจดทะเบียนโดเมนเนม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้อีเมล์จาก hotmail เพราะเข้าใจว่าอยากแก่การตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ส่งข้อความออกมา หลังจากขโมยโดเมนมาได้แล้ว ก็ทำการปิดบังตัวโดยเปลี่ยนอีเมล์เพื่อตัดความเชื่อมโยงระหว่างตัวผู้กระทำผิดกับหลักฐานต่างๆ ซึ่งสร้างความเดือนร้อนให้กับเจ้าของผู้ประกอบการในโลกของไซเบอร์สเปซมากพอสมควร ซึ่งต้องเสียเวลาและงบประมาณในการทำให้เว็บไวต์สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ซึ่งในบางรายถึงกับต้องยอมลงทุนซื้อโดเมนนั้นกลับคืนมาจากแฮกเกอร์


การจารกรรมเซสชั่น (Session Hijacking)
เป็นการหนึ่งในการล่อลวงเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมาย (Host) โดย Attacker จะพยายามเข้าควบคุมการติดต่อสื่อสารแบบ TCP Session ที่เกิดขึ้นระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ
ในขั้นต้น Attacker จะเลือกว่าจะปลอมตัวเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องไหน เราจะเรียกเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นว่า เหยื่อที่ถูกปลอมแปลง (Impersonated Victim) จากนั้น Attacker จะเริ่มขัดขวางการติดต่อระหว่าง Impersonated Victim กับเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายที่ต้องการเจาะระบบ (Target Victim) ซึ่งปกติแล้วจะใช้วิธีการโจมตีแบบ ปฏิเสธการให้บริการ (Denial-of-Service) ไปยังเหยื่อ นั้น เพื่อให้ไม่สามารถตอบสนองการให้บริการต่อเครื่องเป้าหมาย (Target Victim) ได้ จากนั้น Attacker ก็จะเริ่มทำการปลอมตัว โดยการนำหมายเลข IP ของเครื่องเป้าหมายมาใช้หลอกลวงเครื่องอื่น เรียกว่าการทำ IP Address Spoofing และกระทำตนเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ทำการติดต่อไปยังเครื่องเป้าหมาย (Target Victim) เครื่องอื่นๆ ต่อไป โดยที่เครื่องอื่นไม่ทราบว่ากำลังติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ปลอมของ Attacker ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายเหล่านั้น ก็จะยอมรับ Packet ที่ส่งมาจาก Attacker โดยเข้าใจว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังติดต่ออยู่จริง
โดยปกติแล้ว หากเป็นการติดต่อบน TCP ก็จะต้องมีหมายเลขลำดับของ Packet เพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการติดต่อส่งผ่านข้อมูล สำหรับขั้นตอนนี้ Attacker อาจต้องใช้ ความพยายามในการคาดเดาหมายเลขลำดับนั้น (Sequence Number Guessing) ซึ่งสามารถกระทำได้ไม่ยากนัก และในระบบปฏิบัติการบางระบบก็ใช้หมายเลขลำดับของ Packet ที่ไม่ซับซ้อนนัก เช่น บวกค่า 64K เข้าไปยังค่าเริ่มต้น (Initial Sequence Number) ในการติดต่อสื่อสาร บางระบบก็อาจเป็นระบบกึ่งสุ่ม (Semi-Random) หมายเลขเริ่มต้น ซึ่งอาจต้องใช้ความพยายามเพิ่มเข้าไปอีก แต่จะพบว่า Attacker ส่วนใหญ่สามารถคาดเดาค่าหมายเลขเริ่มต้นได้โดยใช้ความพยายามไม่นานนัก

อย่างไรก็ตาม การทำ Session Hijacking ก็ไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดในการเจาะระบบ ยกตัวอย่าง เช่น หากเครื่องเป้าหมาย (Target Victim) ส่งสัญญาณตอบรับ (Reply) กลับไปยังเครื่องเหยื่อที่ถูกปลอมหมายเลขไอพี (Impersonated Victim) ก็จะทำให้ Attacker ไม่ได้รับ Packet นั้น เพราะถูกส่งไปยังเครื่องเหยื่อโดยตรง และเมื่อเหยื่อได้รับ Packet จากเครื่องเป้าหมายแล้ว ผลที่เกิดขึ้นคือ เครื่องเหยื่อที่ถูกปลอมแปลง จะทราบว่าไม่ได้มีการติดต่อกับเครื่องเป้าหมายมาก่อนหน้านั้น และจะทำการส่งสัญญาณ Reset – RST ไปยังเครื่องเป้าหมาย ซึ่งก็เป็นการจบการติดต่อระหว่างเครื่องเหยื่อที่ถูกปลอมแปลง (Impersonated Victim) กับเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมาย (Target Victim) ทำให้ Attacker ไม่สามารถแอบแฝงเพื่อเจาะระบบได้อีก
จึงเห็นได้ในที่นี้ว่า Session Hijacking ไม่เหมาะที่จะใช้เจาะระบบการติดต่อสื่อสารที่ใช้ระยะเวลานาน เพราะเป็นการติดต่อสื่อสารในลักษณะทางเดียว (One-Way Communication) ดังนั้น ในการทำ Session Hijacking วิธีที่ Attacker มักกระทำเมื่อเริ่มเจาะระบบได้ คือการพยายามส่ง Attack Packet (Packet โจมตี) เพียง Packet เดียว ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมาย (Target Victim) โดย Packet ที่ส่งเข้าไปนั้น จะไปก่อให้เกิดประโยชน์ต่างๆ ในการเจาะระบบแก่ Attacker (เช่น โปรแกรมจำพวก Backdoor) และอาจถึงขนาดที่จะเข้าควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายได้ในที่สุด
การทำ Session Hijacking อีกลักษณะหนึ่ง คือการแฝงตัวอยู่ระหว่างการติดต่อสื่อสาร ระหว่าง เครื่องเหยื่อที่ถูกปลอมแปลง (Impersonated Victim) กับเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมาย (Target Victim) และคอยเฝ้าตรวจหรือสังเกตคุณสมบัติในการติดต่อสื่อสาร (Sniffing) ก็อาจทำให้ Attacker สามารถคาดเดา หมายเลขลำดับการติดต่อสื่อสาร (Sequence Number) ได้ของทั้งสองเครื่อง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว Attacker ก็สามารถที่จะนำไปใช้ในการล่มระบบ (Knock Out) ของเครื่อง Impersonated Victim แล้วปลอมตัวทำการติดต่อกับเครื่องเป้าหมาย (Target Victim) ต่อไป เรียกวิธีการที่กล่าวมานี้ว่า Relay Session Hijacking
Morwill Search เป็น browser hijacker ชนิดหนึ่งที่จะทำการเปลี่ยนหน้า Start page ให้กลายเป็น web site ของมันเองละเริ่มทำการเก็บข้อมูลจากเครื่องcomputer ของคุณจากการ search ต่างๆ
CoolWebSearch (CWS) เป็นอีกหนึ่ง browser hijackersที่ได้ทำการเปลี่ยนหน้า Start page ที่มีอยู่ให้กลายเป็นหน้าของมัน CWS นั้นเมื่อเราได้ทำการ search อะไรไป แล้วจะทำการส่งเราไปหน้าที่มี sponsor link อยู่อย่างมากมาย Antivirus และ antispyware ส่วนใหญ่ไม่มีการจัดการกับbrowser hijackers อย่างเหมาะสม แต่มี Merijn Bellekom ได้พัฒนาโปรแกรมพิเศษที่ใช้กำจัด hijacker ขึ้นมาชื่อโปรแกรมคือ CWShredder



ผู้จัดทำ
http://hkunnaisaymay.blogspot.com/  อาภัสราเทพา
            http://bit2273saowapha.blogspot.com/เสาวภา  กายนิตย์
http://wanaleesodsee2.blogspot.com/ วนาลี สดสี